วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โทษทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง

ในสังคมเราทุกวันนี้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาไม่บ่อยนักที่จะมีคนยกมือขึ้นแล้วบอกว่า ผม/ฉัน ผิดเอง, ความผิดมาจากเราเอง ส่วนใหญ่ที่บอกว่า ฉํนผิดเอง นั้นเป็นเพียงคำประชดประชัน ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองผิดอย่างจริงใจหรอก 
ทำไม ต้องโทษคนอื่น ทำไมต้องโทษสภาพแวดล้อมรอบๆตัว ทำไมต้องคิดอยู่เพียงแค่ว่าคนนั้นผิด คนนี้ผิด เลยทำให้เป็นแบบนี้ ถ้าคนเราลองเปลี่ยนความคิด แล้วในทุกครั้งที่เกิดปัญหาคือ สิ่งแรกที่ทำเลย ลองเปลี่ยนมาเป็น เราไปทำอะไรไว้ ถึงทำให้เกิดปัญหาแบบนี้ เราไปพูดหรือไปกระทำอะไรโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า ทั้งหมดทั้งปวงคือ หยุดคิอแบบมีสติ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา

อย่าง ตอนนี้เลยเรื่องที่กำลังเป็นกระแสคือ กรณีพิพาทระหว่าง ไทย-กัมพูชา คนไทยก็คิดแต่ว่ากัมพูชาผิด ผิดที่ยิงก่อน ผิดที่แย่งเอาของของเราไป ไม่ต่างกันลองไปถามชาวกัมพูชาดูซิ เขาก็คิดแบบเราเลย คนไทยยิงคนกัมพูชาก่อน คนไทยแย่งของของเขา ทั้งที่มีคำตัดสินของ ยูเนสโกไปแล้ว
น้อยคนที่จะทราบข้อมูลว่า คดีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารนี้ไม่ได้พึ่งเกิด หากแต่เกิดมาจะร้อยปีได้แล้ว ถ้านับจากวันที่มีการค้นพบเขาพระวิหาร จริงอยู่ ผู้ค้นพบปราสาทพระวิหารในสมัยปัจจุบันคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสองค์ที่ 11 ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 ต่อมา ในปี พ.ศ.2447 ในการปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยาม โดยมีความตามมาตรา 1 ของสนธิสัญญา ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย ตั้งแต่มีการค้นพบเขาพระวิหาร ก็มีการเปลี่ยนมือกันไป เปลี่ยนมือกันมา ในเรื่องของการมีสิทธิครอบครอง พื้นที่ส่วนนี้




credit : http://tumtoilet3.tarad.com/shop/t/tumtoilet3/img-lib/spd_20070809230532_b.jpg



เรื่อง เริ่มมารุนแรงเมื่อไร่? เมื่อศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน ได้ตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง 9 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ซึ่งทางประเทศไทยก็ได้พยายามคัดค้านคำตัดสินของศาลโลก ด้วยเรื่องที่ว่า ประเทศไทยไม่เคยทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลกใหม่) เพราะฉะนั้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาในคดี ข้อพิพาทเขาพระวิหาร ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยแต่ต่ออายุ เขตอำนาจศาลโลกเก่า มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น?


credit : http://travel.sanook.com/story_picture/m/01219_026.jpg


ประเทศไทยเคยทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก ไว้ทั้งหมด 3 ฉบับ ฉบับแรก มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในปี ค.ศ.1930  ซึ่งในฉบับที่สอง นั้นเราได้ยื่น ทำเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1940 มีผลใช้บังคับวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1940 ต่อมา เราก็ได้ทำการต่ออายุ โดยยื่นฉบับที่สาม เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1950 สังเกตกันดีๆ นับดู (ระยะเวลาของแต่ละฉบับคือ 10 ปี) เพราะฉะนั้นหมายถึงว่า เราได้ยื่น ต่ออายุ คำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก หลังจากที่คำประกาศฉบับที่สอง หมดอายุลงไปแล้ว นับตั้งแต่ ศาลโลกเก่าได้สิ้นสุดลง ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1946 โดย ศาลโลกใหม่ ได้มีการระบุอยู่ใน มาตราที่ 36 วรรค 5 ว่า

Article 36 (5) Declarations made under Article 36 of the Statute of the Permanent Court of International Justice and which are still in force shall be deemed, as between the parties to the present Statute, to be acceptances of the compulsory jurisdiction of the International Court of Justice for the period which they still have to run and in accordance with their terms.

แปลเป็นไทยง่ายๆว่า  คำประการยอมรับเขตอำนาจ ของศาลเก่า จะยังมีผลบังคับ ในศาลโลกใหม่ หาก คำประกาศนั้น ยังไม่หมดอายุ

ประเทศไทยพยายามที่จะคัดค้านโดยกล่าวว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ยุติลงไปแล้ว นับตั้งแต่ศาลโลกเก่าได้สิ้นสุดลง ดังนั้น คำประกาศต่ออายุเขตอำนาจศาลโลกเก่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 จึงไม่มีผลใช้บังคับได้อีกอีกต่อไป อีกทั้งคำประกาศที่ประเทศไทยได้ยื่นนั้นเป็นการต่ออายุการยอมรับอำนาจศาลโลกเก่า มิใช่ ศาลโลกใหม่แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ศาลโลกใหม่จึงไม่มีเขตอำนาจในเรื่องนี้
แต่ศาลโลกพิจารณาจากวันที่ประเทศไทยได้ยื่นต่ออายุเขตอำนาจฉบับที่สาม เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 ซึ่งเกิดขึ้น 4 ปีนับตั้งแต่วันที่สิ้นสุดศาลโลกเก่า (19 เมษายน ค.ศ.1946) ซึ่งการที่จะต่ออายุนั้น สิ่งๆนั้นยังต้องมีผลอยู่ มิได้สิ้นสุดหรือยุติลงไปแล้ว อีกทั้งในขณะที่ประเทศไทยยื่นฉบับที่สามก็รู้ดีว่า ศาลโลกเก่าได้สิ้นสุดไปแล้วกว่าสี่ปี ดังนั้นฟังไม่ขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ศาลโลกมองว่า ฉบับที่สามหาใช่การต่ออายุ ฉบับที่หนึ่งและสองไม่ หากแต่เป็นคำประกาศยอมรับอำนาจของศาลโลกใหม่ เพราะฉะนั้น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลกใหม่) มีขอบอำนาจในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา นี้เพียงแค่เรื่องแรก ก็พอจะมองออกแล้วว่า จุดเริ่มต้นนั้นเป็นความผิดพลาดของใครกันแน่

อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลโลกนำมาพิจารณา คือ ความนิ่งเฉยของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ใช่ว่าศาลโลกจะหยิบประเด็น ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีมาพิจารณาหากแต่ ศาลโลกพิจารณาจากหลายๆกรณีที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน
ในปี  พ.ศ. 2451 ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้สยาม 50 ชุด แต่ละชุดมี 11 แผ่น แผ่นนึงระบุว่าปราสาทพระวิหารในแผนที่ฉบับนี้ เป็นดินแดนของกัมพูชา ซึ่ง สยามในขณะนั้นก็ไม่ได้มีการท้วงติง ยอมรับแต่อย่างใด

credit : http://www.vitalstarclub.com/private_folder/News/Image.jpg


นอกจากนี้อีกเหตุการที่ศาลโลกมองว่า ประเทศไทยยอมรับว่าเขาพระวิหารนั้นอยู่ในกัมพูชาคือ ในปีพ.ศ. 2473  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยี่ยมชมเขาพระวิหาร เมื่อเสด็จถึงเขาพระวิหารทรงได้รับการต้อนรับเป็นทางการจากข้าหลวงฝรั่งเศสของจังหวัดกัมพูชาที่ติดต่อกับชายแดนในนามของข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส โดยมีธงฝรั่งเศสชักไว้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงการแสดงถึงการยอมรับโดยปริยายจากฝ่ายประเทศไทย

ศาลโลกมองว่าประเทศไทยนิ่งเฉยมาเป็นเวลานานมากแล้ว ไม่มีการท้วงติง คัดค้านใดๆเลย เปรียบเสมือนประเทศไทยยอมรับสภาพ ยอมรับที่ว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ถึงตอนนี้เราจะเรียกร้องอะไร?

จากเหตุการพิพาทนี้ เห็นได้ชัดว่า ประเทศไทยไม่เคยโทษตัวเองเลยว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด หากแต่โทษคำตัดสินของศาลโลก โทษกัมพูชา โทษอะไรก็ได้ที่โทษได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง เรานั้นแหละคือสาเหตุทั้งหมดของเรื่องนี้
ถึงตอนนี้คำที่ว่า โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง ก็ทำให้กระจ่างขึ้นมาทันที เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่มันจะมองว่าคนอื่นผิด โยนความผิดให้พ้นตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนลืมไปนั้นคือ สาเหตุที่มาจากตนเอง ถ้าเปลี่ยนมุมมองมาเป็นว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ลองคิดทบทวนให้ดีก่อนว่า ผล ณ ขณะปัจจุบันที่ แท้จริงแล้วที่มาของปัญหาเกิดมาจากสิ่งใด อย่ว่าแต่เรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชาเลย เรื่องเล็กๆทุกเรื่องนั้นแหละ เช่นเมื่อคุณขับรถชน คุณมักจะโทษว่าก็คนขับรถคันนั้นขับไม่ดี แล้วคุณหละขับดีแล้วหรือ เวลาที่คุณสอบได้คะแนนไม่ดี คุณมักจะโทษว่าก็อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง ข้อสอบยาก แล้วตัวคุณหละตั้งใจเรียน สนใจทบทวนดีแล้วหรือ

ถ้าเราเริ่มที่จะเปลี่ยนมุมมอง มองทุกอย่างโดยโทษตัวคุณเองก่อน เรื่องหลายๆเรื่องอาจจะไม่ร้ายแรง หรือบานปลายก็เป็นได้ ดังเช่นกรณีพิพาทเขาพระวิหาร ถ้าลดทิฐิ แล้วคุยกันดีๆตั้งแต่แรก ยอมรับในส่วนที่ตนเองผิดพลาด ประณีประนอมกันเรื่องรุนแรงอาจจะไม่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วแหละที่สังคมไทยควรจะหยุด พฤติกรรมที่เรียกว่า “โทษทุกอย่างยกเว้นตนเอง”

แหล่งข้อมูล
http://th.wikipedia.org/wiki/
บทความโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
http://www.icj-cij.org




วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แค่บางคำ



เพลง แค่บางคำ  ของ Musketeers (มัสคีเทียร์)



ได้ ฟังเพลงนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจเนื้อหาเท่าไหร่ จนวันนึงได้ลองนั่งฟังก็เลยทำให้รู้สึกว่า เนื้อเพลงนี้ความหมายดีนะ มันเป็นอะไรที่สะท้อนความจริงของคำพูดคนอย่างเห็นได้ชัด

เคย มีประโยคที่พูดไว้ว่า "คำพูดฆ่าคนได้" มันคือเรื่องจริงนะ เพราะคำบางคำสำหรับคนๆนึงอาจจะไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่กำลังกล่าวออกมา หรือบางทีอาจจะไม่ได้ผ่านการกลั้นกรองจากสมองโดยด้วยซ้ำ เป็นเพียง คำ ที่ถูกเปล่งออกมาแบบขอไปที หรือแค่นึกสนุกปาก

credit : http://etounou.free.fr/?2007/06/30/85-words-can-heal-or-kill


แต่หารู้ไม่ว่า มันกำลังทำหน้าที่เป็น เพชรฆาต ที่เหมือนจะปลิดชีวิตคนๆนึงอยู่ ในสังคมไทยทุกวันนี้ เรามักจะพบเห็นเรื่องราวประมาณนี้อยู่บ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องส่วนตัว หรือส่วนรวม ถ้ามองจากเรื่องไกลตัวเราก็ ก็มันจะมีให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ ตามเว็บไซด์ ดารา นักการเมืองหลายๆคน ที่ตกเป็นเหยื่อ จากคำพูดของตัวเอง จนมีประโยคตามมาว่า "คำพูดแบบฆ่าตัวตาย" พูดออกมาด้วยอารมณ์ ด้วยความรู้สึกส่วนตัว หรือใดๆก็ตาม จนอาจจะลืมนึกไปว่า ตนเองเป็นคนของประชาชน เป็นคนที่อยู่ในสายตาของสื่อ พอคำพูดนั้นถูกเปล่งเสียงออกมากจากปาก กระจายสู่สาธารณะชน หรือแม้กระทั้ง มีบุคคลที่2 ได้ยินแล้วนั้น ถ้าเป็นคำพูดในเชิงติดลบ นั้นแหละ คุณได้ทำผิดพลาดมหันต์แล้ว

 คราวนี้สิ่งที่ตามมาคือ กระแสตอบรับจากสังคมรอบข้าง ถ้าให้การตอบรับก็ดีไป แต่ถ้าไม่หละ คุณจะทำอย่างไร สิ่งที่ตามมาคือ การขอโทษ ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษเพราะตนเองสำนึกเอง หรือว่ากระแสสังคมบีบบังคับก็ตาม แต่อย่าลืมนะ ว่าบาดแผลนั้นเกิดขึ้นมาแล้ว ถึงหายก็มีแผลเป็นไว้เตือนใจ คุณขอโทษ สังคมให้อภัย แต่ไม่ลืม


credit : (คำพูดไม่ได้มีไว้ทำร้ายกัน
หนังสือ เอลิซาเบท เวอร์ดิก (เรื่อง) / มารีกา ไฮน์เลน (ภาพ) / น้านกฮูก (แปล) จากเรื่อง Words are not for hurting (สหรัฐอเมริกา)

คราวนี้เราลองมาย้อนดูในเรื่องใกล้ตัวเราบ้าง คนรอบข้าง คนรัก เพื่อน คนพวกนี้คือสังคมที่แวดล้อมตัวเราทุกคนๆ เพราะมนุษย์ คือ สัตรว์สังคม คุณไม่สามารถอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ได้ คุณต้องมีปฏฺสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนี่ยแหละ คำพูด กำลังจะมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตอย่างเด่นชัด บางครั้งคุณอาจจะพูดเพียงเพราะนึกสนุกปาก แต่คุณรู้ได้อย่างไรว่า คนที่ฟังคำพูดของคุณเขาสนุกตามไปด้วย? เขาอาจจะกำลังคาดหวังกับสิ่งที่คุณลั่นวาจาออกมาก เขาอาจจะกำลังคิดตามในเรื่องนั้น เนี่ยแหละเขาถึงบอกว่า คำพูดกำลังฆ่าคนๆนึง ฆ่าในที่นี้ไม่ใช่ทำให้หมดลมหายใจ แต่ฆ่าแบบตายทั้งเป็น ตายแบบทรมาน หรือตายแบบไม่รู้ตัวก็เป็นได้

คนบางคนมักจะใส่อารมณ์กับคนรอบข้าง ตามภาษาวัยรุ่นที่เรียกว่า "เหวี่ยง" คุณอาจจะบอกว่าที่ใส่อารมณ์ ไม่ได้คิดอะไร พูดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรจริงๆนะ แต่คุณลืมคิดไปหรือเปล่าว่า คนฟัง เขาก็คือ มนุษย์คนนึง ที่มีความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ไม่ต่างกับคุณนั้นแหละ ดั่งเนื้อเพลงท่อนที่ว่า

แต่ว่าคำบางคำได้เปลี่ยนคนบางคน
ที่ต้องทุกข์ต้องทนต้องเจ็บช้ำเท่าไหร่
ทบทวนดูก่อนดีดี
ก่อนเธอจะพูดออกไป อีกสักครั้ง

อย่ามาใช้บางคำเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไร
เมื่อสิ่งต่างๆ ได้กลืนหายไป
พร้อมใจที่หลุดไป กับคำพูดของเธอ

ถึงได้บอกไงหละว่า ก่อนที่คุณจะพูดอะไรออกมาก คิดให้ดีก่อนที่จะพูดออกมา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเปล่งมันออกมาแล้ว ต่อให้เบาขนาดไหน แต่ถ้ามีคนได้ยิน นั้นก็ถือว่า พูดออกมากแล้ว ผลที่ตามมาอาจจะกำลังฆ่าคนๆนึง อาจจะกำลังทำให้คนๆนึงเสียใจ เจ็บช้ำอยู่ก็เป็นได้ หรืออาจจะถึงกับทำลายความน่าเชื่อถือในตัวคุณ แล้วคุณจะมาแก้ไขที่หลังมันก็สายไปแล้ว เพราะคุณไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขคำพูด หรือว่า ลบ เพิ่มเติมประโยคใดๆได้ คุณทำได้เพียงแค่ ใช่คำพูด เนี่ยแหละ แก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษ, คำสัญญา หรือแม้กระทั้งคำแก้ตัวก็ตามแต่ แต่สิ่งนึงที่คุณทำไม่ได้คือ แก้ไขความรู้สึกของผู้ที่ได้รับฟังคำพูดของคุณแก้วที่มันแตกไปแล้วต่อให้คุณ ติดกาวจนสามารถนำกลับมาใช้ได้เหมือนเก่า แต่รอยร้าวมันก็ยังมีปรากฏอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นก่อนจะพูดอะไรคิดกันให้ดีๆก่อน ถ้าอะไรที่คิดว่าพูดออกแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะก่อให้เกิดผลเสีย บั่นทอนจิตใจของผู้ฟัง ก็เก็บมันไว้อยากพูดออกมา เพียงเพราะว่าความสะใจเลย เพราะในเวลาที่คุณคิดได้ เชื่อสิคุณจะคิดว่า ไม่ควรพูดมันออกมาเลย คำพูด มีทั้งคุณ และโทษ 
 ภาพประกอบจาก http://story.yenta4.com/home/blog_data/580/9580/images/n4.jpg

อยู่ที่ผู้พูดจะเลือกใช้ อยู่ที่คุณแล้วแหละว่าจะให้คำพูด เป็น เพชรฆาต หรือ เป็นตัวสรรค์สร้าง